Southern New Hampshire University
SNHU ตัวแทนอย่างเป็นทางการประจำประเทศไทย
คลิก เพื่อเข้าชมใน SNHU แกลลอรี่
กลับหน้าหลัก
เกี่ยวกับ SNHU
ขั้นตอน การสมัครเรียน
รูปภาพมีทั้งหมด 6 หน้า
ศิษย์เก่าที่จบจาก SNHU
รวมสิ่งที่น่าสนใจ

News Update...!
____________________
A r t i c l e s

SNHU ที่ NH, USA
_____________________

_____________________
  การสมัครเรียน _____________________

  ค่าเทอมการศึกษา
_____________________

  การเรียนภาษา
  
อังกฤษและ TOEFL
__________________

  การเดินทางไปสหรัฐ
_____________________

  ที่อยู่อาศัย
_____________________

  ความเป็นอยู่ /อาหาร
_____________________

  ธนาคารและการเงิน
_____________________

  ท่องเที่ยว/พาหนะ
_____________________

  การติดต่อสื่อสาร
_____________________

  งานอดิเรก
_____________________

  การซื้อของ
_____________________

  Computer/electronics _____________________

  Download
_____________________

 

Why must be USA

ทำไมถึงเลือกเรียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

หากจะกล่าวถึงเหตุผลแล้ว ย่อมมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไปมากมาย โดยเหตุผลที่มีความสำคัญมากที่สุดเหตุผลหนึ่ง ย่อมกี่ยวข้องกับการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการเรียนการสอน ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า ความสามารถและทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในด้านหน้าที่การงาน

ปัจจุบัน มีนักศึกษาไปเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอเมริกาเป็นจำนวนเกือบ 4,000 คนต่อปี (2001) โดยหลักสูตรทางด้านธุรกิจในระดับบัณฑิตศึกษา ก็ยังคงครองความเป็นหลักสูตรยอดนิยมในกลุ่มนักศึกษาไทยอยู่เช่นเคย และรองลงมาก็ยังเป็นหลักสูตรทางด้านวิศวกรรมศาสตร์เหมือนเดิม

เหตุผลหลักๆ ที่ทำให้นักศึกษาไทย ตัดสินใจเลือกประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นจุดหมายปลายทางการไปศึกษาต่อ สามารถสรุปได้ดังนี้
  • ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รับสมญานามว่าเป็นผู้นำด้านการศึกษาของโลก และมีสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกจำนวนมาก อาทิเช่น Harvard, Stanford, MIT ฯลฯ
  • สถาบันการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนมาก นอกจากนี้ หลักสูตรการศึกษายังมีความหลากหลายมากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก จึงกล่าวได้ว่า คุณสามารถหาหลักสูตรการศึกษาที่คุณสนใจในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อย่างแน่นอน
  • ด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานและแน่นแฟ้นกับประเทศไทย ทั้งในภาครัฐและเอกชน ซึ่งหมายถึงมีคนไทยจำนวนมาก ที่ได้เคยมีโอกาสไปศึกษาที่ประเทศนี้มาก่อน และสำหรับผู้ที่เคยได้รับความประทับใจจากการใช้ชีวิตและการศึกษาที่ประเทศนี้ ย่อมต้องแนะนำให้ผู้อื่นไปศึกษาต่อเช่นกันรวมถึงการส่งบุตรหลานของตนเองเพื่อไปศึกษาต่อด้วย
  • ประเทศสหรัฐอเมริกา มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความเป็นผู้นำเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งมีผลให้เกิดความเชื่อว่า หลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนของประเทศสหรัฐอเมริกา มีความทันสมัยมากที่สุด
  • ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาและค่าครองชีพในประเทศสหรัฐอเมริกามีตั้งแต่ระดับต่ำ ระดับกลาง และระดับสูง นักศึกษาจึงสามารถเลือกเข้าศึกษาต่อกับสถาบันที่มีอัตราค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมกับงบประมาณของตนเองได้
  • ความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิประเทศ และภูมิอากาศ ทำให้นักศึกษามีทางเลือกอย่างมากมาย สำหรับการเลือกสภาพแวดล้อมเพื่อใช้ชีวิตการศึกษาของตนเอง
  • วีซ่านักเรียนเป็นวีซ่าระยะยาว ส่วนใหญ่จะเป็นวีซ่า 5 ปี ซึ่งช่วยลดภาระและตัดปัญหาความยุ่งยากในการขอต่อวีซ่าได้
  • สถาบันการศึกษาส่วนใหญ่ ได้รับการรับรองวิทยฐานะขั้นพื้นฐานโดย ก.พ.
  • ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความเจริญทางด้านธุรกิจที่หลากหลาย การได้มีโอกาสเรียนรู้และสร้างความคุ้นเคยกับระบบการเรียนการสอน การใช้ชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน สามารถช่วยส่งเสริมโอกาสทางด้านธุรกิจในอนาคตได้
  • หากนักศึกษาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาจากประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีสิทธิในการสมัครขอพำนักต่อเพื่อการฝึกงานได้เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มคุณสมบัติด้านประสบการณ์การทำงานให้กับนักศึกษา ก่อนการกลับมาหางานประจำทำในประเทศไทยได้


ปฏิทินการศึกษา

ปีการศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา จะเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายนของแต่ละปี ภาคการศึกษาที่ใช้มี 4 ระบบ คือ

  1. ระบบ Semester : เป็นระบบที่นิยมใช้มากที่สุด โดยใน 1 ปีการศึกษา จะแบ่งเป็น 2 Semesters และ 1 หรือ 2 Summer sessions แต่ละ Semesterจะมีระยะเวลาประมาณ 15 – 16 สัปดาห์
    • Fall Semester : เริ่มต้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน – กลางเดือนธันวาคม โดยนับเป็นภาคแรกของปีการศึกษานั้นๆ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ จะเปิดรับนักศึกษาใหม่ สำหรับทุกหลักสูตรในช่วงของ Fall Semester นี้
    • Spring Semester : เริ่มต้นในช่วงกลางเดือนมกราคม – กลางเดือนพฤษภาคม นับว่าเป็นภาคการศึกษาที่ 2 ของปีการศึกษานั้นๆ นักศึกษาพึงระลึกไว้ว่าไม่ใช่ว่าทุกสถาบันและทุกหลักสูตร จะสามารถเปิดรับนักศึกษาใหม่ได้ในช่วงภาคการศึกษานี้ ดังนั้นนักศึกษาควรศึกษาข้อมูลให้แน่นอนเสียก่อน
    • Summer Semester : เริ่มต้นในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน - เดือนสิงหาคม โดยอาจได้รับการจัดแบ่งออกเป็น 1 หรือ 2 ช่วงสั้น ๆ

  2. ระบบ Quarter : เป็นระบบที่แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 quarters ใน 1 ปีการศึกษา โดยแต่ละ quarter จะมีระยะเวลาประมาณ 10 – 11 สัปดาห์
    • Fall Quarter : กลางเดือนกันยายน - ธันวาคม
    • Spring Quarter : เดือนมกราคม - กลางเดือนมีนาคม
    • Spring Quarter : เดือนเมษายน - กลางเดือนมิถุนายน
    • Summer Quarter : กลางเดือนมิถุนายน - กลางเดือนสิงหาคม

    อย่างไรก็ดี ปฏิทินการศึกษาของแต่ละสถาบันอาจจะมีความแตกต่างกันไป ดังนั้น นักศึกษาควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวันเปิด – ปิดภาคการศึกษาที่แน่นอนของสถาบันแต่ละแห่งด้วย ทั้งนี้เพื่อให้สามารถวางแผนการด้านการศึกษาได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น แต่สำหรับโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาทั่วไปมักเปิดรับนักศึกษาเฉพาะในช่วงต้นปีการศึกษาคือในช่วงเดือนกันยายนเท่านั้น โดยที่นักเรียนควรยื่นใบสมัครล่วงหน้าอย่างน้อย 6 เดือนก่อนวันเปิดภาคการศึกษา

  3. ระบบ Trimester : เป็นระบบที่มีใช้บ้างกับสถาบันจำนวนไม่มากนัก บางครั้งอาจจะใช้กับบางหลักสูตรในสถาบันเท่านั้น โดยทั่วไป จัดแบ่งเป็น First Semester ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม Second Semester ในช่วงเดือนมกราคม – เมษายน และ Third Semester ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคมของแต่ละปี

  4. ระบบ 4-1-4 : เป็นระบบภาคการศึกษาแบบใหม่ ที่เพิ่งมีการเริ่มใช้ไม่มากนักในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยจะจัดแบ่งภาคการศึกษาออกเป็น 2 ภาคการศึกษาใหญ่ๆ และมีภาคการศึกษาสั้นๆ คั่นอยู่ตรงกลางที่เรียกว่า Interim โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษา สามารถใช้เวลาในการค้นคว้าด้วยตนเอง หรือออก field trip ได้

เกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา


ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ประกอบไปด้วยรัฐต่างๆ 50 รัฐ และ1 เขตการปกครอง คือ Washington D.C. ประเทศสหรัฐอเมริกามีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 3,787,319 ตารางไมล์ หรือประมาณ 18 เท่าของขนาดพื้นที่ประเทศไทย และมีประชากรโดยรวมประมาณ 281 ล้านคน (ปี ค.ศ. 2000)

ภูมิประเทศ
ประเทศสหรัฐอเมริกา นับเป็นประเทศที่มีความหลากหลายในเรื่องของภูมิประเทศ คือมีทั้งป่าดง ทะเลทราย ภูเขา ที่ราบสูงและที่ลุ่ม สหรัฐอเมริกามีผืนแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นพื้นที่ของรัฐที่ติดต่อกันรวม 48 รัฐ และ Washington D.C. โดยมีรัฐ Alaska ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา และรัฐ Hawaii ซึ่งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิค ห่างจากแผ่นดินใหญ่ประมาณ 3,200 กิโลเมตร

ทิศเหนือของประเทศสหรัฐอเมริกาติดกับประเทศแคนาดา
ทิศใต้ติดกับประเทศแม็กซิโกและอ่าวเม็กซิโก
ทิศตะวันออกติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติค
ทิศตะวันตกจรดชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค
การเดินทางจากฝั่งตะวันออกมาฝั่งตะวันตก ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงโดยเครื่องบิน (ประมาณ 4,500 กิโลเมตร)

ด้วยความที่เป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก จึงได้มีการจัดแบ่งรัฐต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาออกเป็นภูมิภาคต่างๆ ตามลักษณะภูมิประเทศดังนี้
  • New England : ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Maine, New Hampshire, Vermont, Massachusetts, Connecticut และ Rhode Island
  • The Middle Atlantic : ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ New York, New Jersey, Pennsylvania, Delaware และ Maryland
  • The South : ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ของรัฐ Virginia ลงไปทางใต้จนถึงFlorida และไปทางตะวันตกจนถึง Texas ตอนกลาง รัฐที่อยู่ในภูมิภาคนี้รวมถึง West Virginia, Kentucky, Tennessee, North Carolina, South Carolina, Georgia, Alabama, Mississippi, Arkansas, Louisiana และส่วนหนึ่งของ Missouri และ Oklahoma
  • The Midwest : ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่ของรัฐ Ohio จนถึง Nebraska และรวมถึง Michigan, Indiana, Wisconsin, Illinois, Minnesota, Iowa, parts of Missouri, North Dakota, South Dakota, Kansas และ Colorado ด้านตะวันออก
  • The Southwest : ครอบคลุมพื้นที่ในส่วนของรัฐ Texas ด้านตะวันตก ส่วนหนึ่งของ Oklahoma, New Mexico, Arizona, Nevada และทางตอนใต้ของรัฐ California
  • The West : ครอบคลุมพื้นที่ของรัฐ Colorado, Wyoming, Montana, Utah, California, Nevada, Idaho, Oregon, Washington, Alaska และ Hawaii

ภูมิอากาศ
คุณสามารถพบกับสภาพอากาศทุกรูปแบบได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่บรรยากาศแบบขั้วโลก ซึ่งหนาวติดลบ 40 องศา จนถึงบรรยากาศที่ร้อนเหมือนทะเลทราย 45 องศา นอกจากนี้แล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกายังเป็นประเทศที่มีภาวะน้ำท่วมเหมือนบ้านเราในบางครั้ง และยิ่งกว่านั้นอาจมีหิมะถล่ม พายุทอร์นาโด ไฟป่า และแผ่นดินไหวในบางส่วนของประเทศ ในบางช่วงเวลา

ส่วนแถบตอนกลางของประเทศ มีอากาศในฤดูร้อนและฤดูหนาวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยจะมีอากาศหนาวที่สุดช่วงเดือนมกราคม และร้อนที่สุดในช่วงเดือนกรกฎาคม ส่วนแถบตะวันออก อากาศในฤดูร้อนกับฤดูหนาวจะต่างกันอย่างไม่ชัดเจนเท่าใดนัก ในส่วนแนวชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก อากาศในฤดูหนาวและฤดูร้อนจะเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ส่วนด้านแถบตะวันตก อากาศในฤดูหนาวจะไม่เย็นจัดนักคล้ายกับฤดูใบไม้ผลิ แต่ในฤดูร้อนอากาศอาจสูงเท่ากับแถบเส้นศูนย์สูตร

ข้อสังเกตเกี่ยวกับฤดูต่าง ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถรวบรวมสรุปได้ดังนี้
  • ฤดูร้อน : อยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน – สิงหาคม
  • ฤดูใบไม้ร่วง : อยู่ในช่วงเดือนกันยายน - พฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว : อยู่ในช่วงเดือนธันวาคม - กุมภาพันธ์
  • ฤดูใบไม้ผลิ : อยู่ในช่วงเดือนมีนาคม - พฤษภาคม

เวลา
เนื่องจากความเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มาก จึงมีการจัดแบ่งการใช้เวลาออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ และใช้เวลาที่แตกต่างกันดังนี้

ส่วนภาคตะวันออก หรือ Eastern Time Zone (EST) : จะมีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ 12 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีการปรับเลื่อนเวลาในช่วงฤดูร้อนอีก 1 ชั่วโมงหรือ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาของอเมริกาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเป็น 13 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขต EST คือ Boston, New York, Washington D.C., Miami และ Cleveland

ส่วนตอนกลางของประเทศ หรือ Central Time Zone : จะมีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ 13 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาของอเมริกาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเป็น 14 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขตนี้คือ Chicago และ New Qrleans

ส่วนเขตแถบภูเขา หรือ Mountain Time Zone : จะมีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ 14 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน จะมีการปรับ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาของอเมริกาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเป็น 15 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขตนี้คือ Denver และ Phoenix

ส่วนพื้นที่ในย่านมหาสมุทรแปซิฟิค หรือ Pacific Time Zone : จะมีเวลาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเท่ากับ15 ชั่วโมง แต่ในช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน มีการปรับ Daylight Saving Time ซึ่งจะมีผลทำให้เวลาของอเมริกาช้ากว่าเวลาในประเทศไทยเป็น 16 ชั่วโมง เมืองสำคัญที่อยู่ในเขตนี้คือ San Francisco, Seattle และ Hawaii

* Day light Saving คือการปรับเวลาในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะมีการหมุนเข็มนาฬิกาให้เวลาเดินหน้าเร็วขึ้น 1 ชั่วโมง โดยจะปรับเวลาในวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือนตุลาคม และเมื่อถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิ ก็จะหมุนเข็มนาฬิกาให้ถอยหลัง 1 ชั่วโมง โดยจะเริ่มปรับเวลาในวันอาทิตย์แรกของเดือนเมษายน

การจัดแบ่งในเรื่องของเวลาไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับของเขตดินแดนของรัฐเท่านั้น แต่จะพิจารณาจัดแบ่งตามหลักของภูมิประเทศ ดังนั้น จึงไม่สามารถจัดกลุ่มอาณาเขตของรัฐที่แน่นอนเกี่ยวกับการใช้เวลาได้ บางรัฐอาจมีการใช้เวลาแตกต่างกันไปในพื้นที่ต่างกัน เนื่องจากมีเส้นแบ่งส่วนของเวลาตัดผ่าน เรื่องของเวลาที่มีการปรับเปลี่ยนนี้ จะมีผลอย่างยิ่งในเรื่องของการเดินทาง เนื่องจากตารางเวลาการเดินทางทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน รถไฟ รถประจำทาง ฯลฯ จะอ้างอิงถึงเวลาท้องถิ่น (Local Time) เสมอ

ประชากร
ประชากรดั้งเดิมของสหรัฐอเมริกาคือชาวอินเดียนแดง แต่ในปัจจุบัน ได้มีประชากรจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก ย้ายถิ่นฐานเข้ามาพำนักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จนได้สมญานามว่า “Melting Pot” ซึ่งหมายถึงการเป็นแหล่งศูนย์รวมของวัฒนธรรม ที่มีความหลากหลายและละลายกลายเป็นหนึ่งเดียว คนอเมริกันมาจากทุกแหล่งทุกเผ่าพันธุ์ทั่วโลก ในขณะที่แผ่นดินดั้งเดิมเป็นของคนอินเดียนแดง ผู้อพยพรุ่นแรกจะเป็นกลุ่มผู้คนที่มาจากประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ อันเนื่องมาจากการเสาะแสวงหาโอกาสที่จะร่ำรวยเสรีภาพทางการเมืองและศาสนา

ณ ปี 2000 ประเทศอเมริกามีประชากรเป็นชาวผิวขาวประมาณ 75.1% ส่วนพวกคนดำหรือพวกที่เรามักเรียกกันว่านิโกรที่ไม่ได้เป็นเจ้าของถิ่นนั้น ก็ถูกนำมาจากทวีปอาฟริกาในฐานะทาส จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1863 ในสมัยประธานาธิบดี ลินคอล์น ก็ได้มีการใช้ประกาศ Emancipation Proclamation ซึ่งเป็นการปรับสถานภาพของคนดำให้ทัดเทียม แต่เดิมคนดำเหล่านี้มักอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศ แต่ปัจจุบันมีการกระจายอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ อาทิเช่น Washingtion, D.C., Chicago แต่ที่มีมากที่สุดคงเป็นเมือง New York ณ ปี 2000 มีชนผิวดำในประเทศสหรัฐอเมริกาประมาณ 12.3%

สำหรับชาว Hispanic หรือพวกเชื้อสายสเปนก็นับว่าเป็นเชื้อชาติที่มีอยู่มากจำนวนหนึ่ง คือประมาณ 13% ของจำนวนประชากรทั้งหมด (ปี 2000) นอกจากนี้ ก็จะเป็นชาวเอเซียหรือพวกเชื้อสายแถบหมู่เกาะแปซิฟิค ซึ่งมีประมาณ 3.7% (ปี 2000) สำหรับ Hawaii จะเป็นรัฐที่มีชาวพื้นเมืองหรือชนเชื้อสายญี่ปุ่นอยู่มากกว่า 1 ใน 3

ระบบการเมืองการปกครอง
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย ในรูปแบบของสหพันธรัฐ ประกอบไปด้วย 50 รัฐ และ 1 เขตการปกครอง คือ Washington D.C. ซึ่งเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครอง โครงสร้างของรัฐบาลแห่งชาติและกิจกรรมของรัฐบาลจะถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ในส่วนของกิจกรรมที่นอกเหนือไปจากที่กำหนด อาทิเช่น อำนาจการจัดการด้านการศึกษา หรือนโยบายการบำรุงรักษาถนนหนทาง รวมถึงการดำเนินงานด้านตำรวจ จะเป็นความรับผิดชอบของแต่ละรัฐ ซึ่งมีรัฐธรรมนูญและกฎหมายของตนเอง

ระบบการเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา มีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด ไม่มีนายกรัฐมนตรี และเป็นระบบที่มีพรรคการเมืองใหญ่เพียง 2 พรรคเท่านั้น คือ พรรคเดโมแครต (Democrat) ซึ่งมีลักษณ์เป็นรูปลา (donkey) กับพรรครีพับรีกัน (Republican) ซึ่งมีสัญลักษณ์เป็นรูปช้าง ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ จะเป็นพรรคขนาดเล็กที่ไม่ค่อยมีโอกาสในการรับเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นในระดับประเทศหรือระดับรัฐ เรื่องของการเลือกตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา ตามกฎหมายจะมีการเลือกตั้งทุก 4 ปี โดยถือเอาวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายนเป็นวันเลือกตั้ง (โดยที่วันนั้นไม่ใช่วันแรกของเดือน)

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน คือ นาย George W. Bush พรรครีพับรีกัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 43 ของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2001 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นสมัยแรก (2001 – 2005)

รองประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ นาย Richard Bruce Cheney การเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี หรือที่เรียกว่า General Election นับเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งรัฐธรรมนูญจะกำหนดให้ประชาชนไปลงคะแนนเสียง เลือกคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี (Electoral College) ก่อน เพื่อให้เป็นตัวแทนออกคะแนนเสียงแทนตนเอง โดยที่ในแต่ละรัฐ จะมีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีได้ตามจำนวนประชากร ในปัจจุบันมีคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี 538 คน ซึ่งเป็นจำนวนที่ถูกกำหนดขึ้นจากจำนวนวุฒิสมาชิกซึ่งมีอยู่รัฐละ 2 คน รวม 50 รัฐ เป็น 100 คน รวมกับจำนวนผู้แทนราษฎร 435 คน ดังนั้นจำนวนรวมจึงเป็น 535 คนรวมกับอีก 3 คน ซึ่งเป็นสิทธิของเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ District of Columbia ดังนั้นยอดรวมจึงเป็น 538 คน โดยต้องมีจำนวนเสียงอย่างน้อย 270 เสียง ในการเลือกประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี

โดยทั่วไปวันอังคารแรกของเดือนพฤศจิกายน (ของทุกปีที่ 4) จะเป็นการเลือกของประชาชนโดยตรง และวันพุธที่ 2 ของเดือนธันวาคมปีเดียวกัน จะเป็นการเลือกของคณะผู้เลือกตั้ง และจากนั้นก็จะเป็นวันเข้ารับตำแหน่งของประธานาธิบดี ซึ่งนับเป็นวันที่ 20 มกราคม ของปีถัดมา การเลือกตั้งครั้งต่อไปของประเทศอเมริกาก็คือในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2005

ระบบเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นระบบเศรษฐกิจเสรี ชาวอเมริกันส่วนมากเป็นประชาชนที่จัดว่าอยู่ในระดับปานกลาง จำนวนประชากรที่รวยมากหรือจนมากจะมีน้อย สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความเจริญ และเป็นผู้นำในธุรกิจต่างๆ มากมาย

รัฐบาลกลาง ทำหน้าที่สนับสนุนการพัฒนาการขนส่ง ให้บริการด้านไฟฟ้าและคำแนะนำทางวิทยาศาสตร์ต่อเกษตรกรและการประกันราคาพืชผลขั้นต่ำสำหรับพืชผลสำคัญ นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพอาหารและยา ประกันเงินฝากและค้ำประกันเงินกู้ ส่งเสริมการศึกษาและสนับสนุนสายการบินฯลฯ

ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศอเมริกานับว่าเป็นประเทศหนึ่งที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ มากมาย พื้นที่กว่า 1 ใน 3 ของประเทศ เป็นป่าไม้ซึ่งเอื้ออำนวยต่อประโยชน์ด้านการพาณิชย์ และช่วยป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ยังมีโลหะและแร่ธาตุต่างๆ อีกมากมาย อาทิเช่น เหล็ก ถ่านหิน บ่อน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ สังกะสี ทองแดง เงิน และหินฟอสเฟต

สังคมและวัฒนธรรม
สืบเนื่องมาจากความหลากหลายของประชากรที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงทำให้ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมไปโดยปริยาย คนกลุ่มต่างๆ ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมเดิมของตนไว้ และเกาะกลุ่มอยู่ด้วยกันก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป อาทิเช่น China Town และที่ Little ltaly ชาวอเมริกันเป็นคนที่ไวต่อการเรียนรู้และเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ เต็มใจที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ใคร่รู้จัก จึงต้องใช้ความอิสระและการมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่งของคนอเมริกันส่วนหนึ่งที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งประเทศ

จากการที่มีพื้นที่อาณาบริเวณที่กว้างใหญ่ จึงทำให้มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค รวมถึงความแตกต่างด้านการใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งภาษาพูดสำเนียงแบบท้องถิ่นก็ยังมีอิทธิพลอยู่ค่อนข้างมาก ตลอดจนทัศนคติและความคิดเห็น

นอกจากนี้ คนอเมริกันรุ่นใหม่จะมีความสนใจเรื่องรอบข้างมากกว่าแค่การเรียน การศึกษาหรือการทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวัยรุ่น ซึ่งจะมีความสนใจในการร่วมกิจกรรมต่างๆ มากมาย เล่นกีฬาทุกรูปแบบ พร้อมกับมีส่วนร่วมในองค์กรต่างๆ สำหรับเยาวชน ยิ่งไปกว่านั้นกลุ่มวัยรุ่นมักจะมีงานนอกเวลาทำกันเป็นส่วนใหญ่ เพื่อหารายได้มาทำกิจกรรมต่างๆ ที่ตนเองต้องการ

คนอเมริกันส่วนใหญ่ จะได้รับเงินประกันสังคมและเบี้ยบำนาญอื่นๆ รวมถึงเงินออมทรัพย์ หรือเงินสะสม เมืออายุครบเกษียญ สำหรับผู้สูงอายที่ไม่มีความช่วยเหลือด้านการเงินในรูปแบบนี้ ก็จะได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐในรูปแบบของโครงการพิเศษต่างๆ ซึ่งอาจเป็นสวัสดิการทางสังคมทั้งในส่วนจากรัฐบาลกลางและรัฐบาลท้องถิ่น

ศาสนา
ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีเสรีภาพในเรื่องของการนับถือศาสนา โดยให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมกันของประชาชน และด้วยความหลากหลายของเชื้อชาติของประชากร ชาวอเมริกันจึงมีสิทธิเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนาใดก็ได้ ตามความเชื่อมั่นของแต่ละบุคคล หรือจะไม่นับถือศาสนาใดๆเลยก็ได้ อย่างไรก็ดี ศาสนาที่มีชาวอเมริกันนับถือมากที่สุด ก็คือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์นั่นเอง

Home I About Us I Applying l Gallery I Alumni I Links I Web board
Southern New Hampshire University
Official Alumni Admissions Representative (since 1988)
96 ซอย 10 ถนนเทศบาลรังสรรค์ใต้ แขวงลาดยาว เขตจตุจักร   กรุงเทพ ฯ  10900   

โทร: 0-2580-5256, 0-2589-5761, มือถือ: 06-0000567 แฟกซ์: 0-2954-4314   
e-mail: info@snhuthai.com     www.snhuthai.com

Copyright 2004 www.snhuthai.com all contents and subjects to change without notice.
Not responsible for typographical errors and up to date of documents.

---------------Last update -----------------